Monday, September 17, 2012

test

test

Sunday, July 4, 2010

บ.ก. พูดด้วยตัวหนังสือ 00.00 น.นาทีที่ควันบุหรี่ป้วนเปี้ยนแป้นพิมพ์ดีด!!!

เพื่อนศิลปินผมยาวของเราบางคนผู้ชอบเดินธุดงค์ในป่าคอนกรีตเคยพยายามพูด ให้มันฟังเป็นปรัชญาว่า “กาลเวลาแต่งตัวด้วยชุดดำสนิทราวสีของกลางคืนที่ไร้ดาว?” ผมไม่มีความเห็นอย่างไร แต่รำพึงหลังควันหอมกรุ่นของบุหรี่ “ซาราโตก้า” ว่า กาลเวลาที่แท้จริงมันซุกซ่อนอยู่ในเข็มนาฬิกาทุกเรือนในโลกอันดิ้นทุรนนี้ และแฝงตัวอยู่ใต้ดวงตะวันกับเดือนหม่นหรือมันสอดเสี้ยวอยู่ทุกรูเรี้ย วตารางนิ้วของอณุอากาศ และที่เป็นยิ่งกว่าโคตรความจริง ทุกที่ที่มันเหยียบกายผันผ่าน ย่อมหมายถึงอดีตที่เหลือแต่ซากแห่งความทรงจำ….กาลเวลา….มันเป็นนามธรรมอัน ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทุกผู้ไม่อาจปฏิเสธ!! นาทีนี้มันเดินทางมาถึงเดือนแห่งครึ่งปี พร้อมกับฤดูกาลอันร้อนเร่าถูกถีบเขกลิ้นหลุนๆไปสุดราวฟ้า แล้วหลายคนก็อ้าโอบแขนรับวสันตฤดูด้วยยินดีมันยืนยันการมาถึงโดยโปรยปราย ตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้ว โลกสดสวยด้วยละอองฝนชุ่มชื้นพรมฉ่ำหยดน้ำเกาะตัวบนยอดใบไม้หญ้าด้วยแสงพราว พรายระยิบระยับ ไม้ดอกบรรดามีเริ่มแต่งแต้มสีสันให้ตัวเองด้วยอารมณ์เริงรื่น แต่ฝูงมดขนอาหารหนีความเปียกชื้นของผิวดิน หมาจรจัดขุดคุ้ยหาเศษอาหารในถังขยะลูกน้ำในลำคลองเวียนว่ายกันสำราญ (ผมสงสัยว่าหัวใจมันมีกี่ห้อง?!?) ผักบุ้งตามข้างคูแตกยอดสวยน่าเอามาจิ้มน้ำพริก หมู่นกกระจอกสลัดปีกไล่ละอองฝนส่งเสียงทักทานรื่นรูหู บางคู่จู๋จี๋กันจนผมนึกอิจฉา! มันคงผ่านการเมคเลิฟกันมาเมื่อคืนแบบโคตรสุข! เช้านี้มันคงหาอาหารไม่ได้ แต่ตัวหนอนหน้าฝนชุกชุม ผมหวังว่ามันคงโชคดีกว่าบางคนที่พยายามจะซื้อลอตเตอรี่! การพนันถาวรบนความงมงายที่มองไม่เห็นตัวตน! ฝูงแมลงกรีดปีกประกาศความเปรมปรีด์เป็นทำนองเพลงบรรเลงออเครสตร้าซิมโฟนี ที่ไม่มีหมายเลข ไม่ต้องอาศัยตัวโน๊ตก็คล้องจองกันราวขนมหวานกับหัญชา!!

ที่พร่ำพรรณนาก็เพื่อจะบอกว่า เรา เดอะ ไควเอ็ท สตอร์ม ผู้มีเสียงเพลงเป็นวิญญาณที่สองได้ก้าวย่างควบคู่มากับกาลเวลาอันพอจะเรียก ได้ว่า – เนิ่นนานหลายนาน!! ถ้าเปรียบเป็นคนก็คือคนผู้ผ่านลมร้อนฝนหนาวมาจนชุ่มโชกหมาดชื้น และผ่านมือคนที่เรียกกันว่า “บรรณาธิการ” มาหลายคน และบรรณาธิการแต่ละคนก็มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ที่ ใครคนนั้นสั่งสมมาและตามเงื่อนไขของชีวิต!! แต่ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือการกำหนดเจตนาแน่วแน่ที่ถือเห็นภาระแห่งการ ค้นหาเรื่องราวมาสนองต่อผู้อ่าน

การสนองตอบต่อผู้อ่านของผมเริ่มต้นมาจากการใคร่ครวญบนประสบการณ์ของ วิญญาณและสายเลือดแห่งคนเขียนหนังสือดนตรีมาเกือบสิบปีแล้ว หลังการใคร่ครวญเราอาจรู้ต่อไปถึงความบังควรมิบังควร เราพยายามรักษามันไว้ทั้งความรู้สึกของคนเขียนและความรู้สึกของคนอ่านให้ สอดคล้องกัน แม้ว่าบางเรื่องบางประโยคบางท่อนของช่วงความคิดจะกระแทกกระทั้นหัวใจกัน เกินไปบ้างในความรู้สึกของปุถุชนก็ขอให้รับรู้ไว้ว่าไม่ใช่เจตนาที่จะทำให้ ผู้แนระคายเคืองแม้เท่าขี้เล็บ!!

ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตของสังคมที่จะอนุญาต!

มันเป็นการค้นหาความถูกต้องในขณะเดียวกัน!

เรารู้ว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร – หรือไม่ทำอะไรเลย

เราเหน็ดเหนื่อยที่จะรับโทรศัพท์เลื่อนเวลาการส่งคอมพิวท์!

เมื่อยล้าการรับนัดโฆษณาของลูกค้าที่บังเอิญมีเหตุจำเป็น!

ขี้คร้านที่จะฟังเรื่องการเตรียมที่จะขึ้นราคากระดาษของโรงพิมพ์!

และที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าความน่าเบื่อหน่ายใดในโลกคือความเชื่องช้าของการเข้าคิวรอพิมพ์!

การเลื่อนนัดเวลาออกของหนังสือตามที่เราคาดหมายเป็นความปวดร้าวของกอง บ.ก.

มันเป็นความขมขื่นที่ไม่อยากจำแต่จำเป็นต้องจำ!

แล้วต่อมาเราก็พบว่าหนังสือวางแผงช้ากว่าวันที่ 5 ของเดือน – เดือนนั้นเราจึงพลอยโศกเศร้าไปกับบรรยากาศเซื่องซึมของสายฝน

ระทมหัวแม่ตีนไปตามๆกัน!!

บางอารมณ์ฉุนเฉียวจนถึงขั้นคลุ้มคลั่ง!

ต้องคว้ายาแก้ปวดหัวกรอกเข้าปากคนละกำมือ!

สูบบุหรี่มวนที่ 365!!

กินกาแฟแทนน้ำจนหัวใจมันจะหยุดเต้นเอาดื้อๆ!

ดวงตะวันสีส้มซบขอบฟ้าในลีลาเกียจคร้านไปตั้งนานแล้ว เพื่อนฝูงในออฟฟิตกลับบ้านหรือออกไปหาเหล้ากินกัน ตั้งแต่เมื่อใดผมไม่รู้เลย ผมยังนั่งปล่อยความคิดไปตามอารมณ์ศิลปินเรื่อยเปื่อย ผมชินซะแล้วกับการนั่งอยู่คนเดียวบางหนจนดึกดื่น บางคืนผมได้ยินเสียงดวงดาวร้องไห้ เพราะเปล่งแสงสู่หลอดนีออนประดิษฐ์ไม่ได้ บางคืนมันเงียบเหมือนเอาป่าช้ามาวางไว้ในหัวใจกรุงเทพฯ มันเป็นเวลาและภาระของบรรณาธิการที่ไม่แยแสเข็มนาฬิกา หลังวันปิดเล่มร่างกายของผมมันจะตะโกนคลั่งแค้นว่า “เฮ้ย! เช็คบิลล์ แล้วตอกตะปูปิดฝาโลง!!”

แต่เหนือความตายยังมีวิญญาณโว๊ย!!

และยิ่งเป็นวิญญาณร็อกมันก็ควร จะแข็งแกร่งราวเหล็กไหล!!

และเหนืออื่นใดอุปสรรคทั้งหมดจะผ่านไปไม่ได้ถ้าไม่มีคนอ่าน – คนอ่านคือยาขนานวิเศษยิ่งกว่ายาอื่นใดในพสุธานี้คิดได้ดังนั้นเราก็ทะลึ่ง ผุดลุกขึ้นสุดตัว ค้นคว้าเรื่องราวดนตรีสาระศาสตร์ทุกแนวเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย ความเหนื่อยหน่ายทั้งหลายแหล่ถูกเราถึบไปค้างไว้ยังดาวอังคาร! ก็เพื่อประชาชนผู้มีเสียงเพลงในหัวใจและกำลังหลงใหลคลั่งใคล้มันอยู่นั่น แหละ….สาบาน

พายุหินกูรู

บทบรรณาธิการ ณ กองบัญชาการระฟ้า 501 00.00 นาฬิกาตายเปลือย!!GURU รำพึงในป่าช้า (ร็อก!!)

บุคลิกและอัธยาศัยของเดือนพฤษภาคมร้อนร่าวราวกับมีตะวันสองดวง แดดนรกพุ่งลำแสงสามเลียลนผิวหนังแทบละลายเหมือนเทียนไข!! สายลมเหนื่อยคร้านจะพัดพาน ใบและดอกไม้ทั้งมวลอ่อนปวกเปียกเฉาโรย มันทำให้คนอารมณ์ศิลปินอย่างเรานึกสงสารมันขึ้นมาอย่างจับขั้วหัวใจจนอยาก จะอุ้มมันไปไว้ในห้องนอน!! พรมน้ำประแป้งแต่งตัวให้มันใหม่ และแน่นอนว่าไม่ควรลืมเปิดเพลงร็กแอนด์โรลกล่อมให้มันเพลิดเพลินรูหู ครับ ฤดูร้อนเป็นฤดูที่เปลืองน้ำบัดซบ!! เป็นฤดูแห่งอารมณ์หงุดหงิด!

เป็ฯฤดูที่เราต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟมากขึ้นกว่าฤดูอื่น เราต้องเปิดพัดลมกันทั้งวันทั้งคืน บางคนอาบน้ำวันละห้าครั้งแล้วก็ยังตะโกนคลั่งแค้น “ร้อนโว๊ย!” นี่ถ้าไม่มีกฏหมายอนาจารกลางที่สาธารณะกูจะแก้ผ้าเดินเล่นแม่งกลางซอย!! บางทีมันร้อนจนเสียดสีอารมณ์ขันของหนุ่มอีสานบางคน “เบื่อหน่ายเมืองไทยสิไปอยู่ขอนแก่น”

ถึงอย่างไรมันก็คือเสน่ห์ของฤดูร้อนจำเนียรกาลแห่งธรรมชาติที่มิอาจหลีกเร้น

เวิ้งฟ้าโปร่งเป็นสีครามตัดกับปุยเมฆขาวราวปุยฝ้าย

ใบไม้สิ้นเรี่ยวแรงราวที่จะเริงระบำ

ดวงตะวันเทพเจ้าแห่งไฟกรีดแสงคมกริบราวมีดโกน

เหมือนจะเผาผลาญความชั่วบนโลกมนุษย์ให้แหลกเป็นจุลมหาจุล !!

แต่ถึงแม้ความไม่แน่นอนของธรรมชาติจะบิดพลิ้วแผกผันไปสู่สมการใด เราเดอะ ไควเอ็ท สตอร์มยังเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะโลดลิ่วปลิวทะยานไปบนถนนดนตรี นอกจากความพยายามของเราที่จะเดินเข้าไปให้ถึงสุดก้นบึ้งของหัวใจของประชาชน ผู้มีดนตรีร็อกเป็นวิญญาณที่สองแล้ว เราจะก้าวย่างเข้าสู่เส้นสมองนักดนตรี, นักร้อง, เจ้าของห้องอัดสตูดิโอ, ห้องซ้อม ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ดนตรีที่ก้าวล้ำนำสมัยในยุคปัจจุบัน เพื่อความเป็นหนังสือดนตรีที่สมบูรณ์แบบ และขณะเดียวกันความมีนส์แบบเฮฟวี่โหดหฤหรรษ์ก็ยังอยู่ครบถ้วนกระบวนความ เรื่องสั้น บทความ, บทวิจารณ์, สัมภาษณ์ เรื่องยาวประจำฉบับก็ยังคงความมันส์เข้มข้นไม่ห่างหาย อืมม์-ระยะหลังมานี่มีหลายคนบอกว่าชอบอ่านโฆษณา เราจึงมิรั้งรอท่าจะปรับปรุงรูปแบบโฆษณาทั้งสี่สีและขาวดำให้อยู่ในระดับ คลาสสิค ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นคือความปรารถนาแห่งเราที่อยากจะเห็นโฆษณาก้าวเข้าสู่รูปแบบไฉไลโฉบ เฉี่ยวเพรียวลม!!

วินาทีนี้เรากำลังเจาะหน้าต่างกรุงเทพฯ และทุบบานประตูต่างจังหวัด!! เพื่อเขวี้ยงระเบิดปรมาณูแห่งความมันส์แสบสันต์และสาระศาสตร์ทางดนตรีให้ พรมจารีร็อกแหว่งวิ่น!!! และมันเป็นโคตรของความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นโฉมบุคลิกหนัวสทอดนตรีอันไม่ เหมือนใครผงาดหราในท่าทีเย่อหยิ่งอยู่บนแผง และแม้ว่าเรื่องราวบางอย่างจะบังเอิญไปพ้องพานกัน แต่ สาบาน!! เราเจาะได้ระยับกึ๋นส์กว่าเป็นไหนๆ เพราะหนังสือเรามันไซด์อันเดอร์กราวน์เรื่องยาวที่นำมาสังวาสจึงน่าอ่าน เหลือใจ!!!

ครับ วินาทีนี้เรากำลังเขม้นทำงานเป็นทาสรับใช้ผู้อ่าน

เวลาทำงานก็ไม่นานเท่าไหร่หรอกครับ

แค่วันละ 25 ชั่วโมงเท่านั้น

แต่เพื่อแฟนเพลงท่านผู้อ่าน เพื่อนร่วมอุดมการณ์ร็อกแอนด์โรลที่น่ารักน่าหยิกทั่วประเทศตลอดจนเอเยนซี่ โฆษณาที่ให้ความไว้วางใจเรามาตลอด….ผม และพลพรรค “พายุเงียบ” ได้อุทิศชีวิตเพื่อมันแล้วล่ะ

พายุหินกูรู

สงครามนิตยสารไม่เคยสิ้นสุด

เมื่อใครบางคนหล่นประโยคกลางวงสก๊อตวิสกี้ควันบุหรี่อ้อยอิ่งอบอวล “ พรุ่งนี้ต้องติดตามนายไปเซ็นสัญญาซื้อหุ้นสโมสรหงส์แดงลิเวอร์พูล..”

หรือเลขานุการิณียุคสายเดี่ยวดิจิตอลสายเดี่ยวหล่นประโยตผ่านริมฝีปากสวย น่าจูบ“การสัมมนาเรื่องบุคลิคภาพที่เชียงใหม่สัปดาห์ก่อนประสบความสำเร็จ บอสส์เอ่ยชมดิฉันไม่ขาดปากว่าทำงานคล่องแคล่ว ทำให้อีกหลายๆบอสส์จากหลายบริษัทเอ่ยชมมิขาดปาก และบอสส์คนใหม่ยังพุดเป็นการส่วนตัวว่า เวลาดิฉันใส่ชุดดำมันขับผิวดิฉันให้ขาวนวลโดดเด่นกว่าคนอื่น ค่ะ ดิฉันขยันทำงานเพื่อบอสส์คนใหม่”

ในเบื้องชีวิตอลหม่านที่ผมดัดจริตตั้งตนเป็นดาราร็อค ผมมีบอสส์ที่เป็นฮีโร่ในการทำงานหลายคน และผมได้เห็นพีอาร์สาวสวยที่ชื่นชมบอสส์ตัวเองในหลายวาระ แน่นอนบอสส์ คือ เข็มทิศชี้ทางการทำงานที่ถูกต้อง และเจริญก้าวหน้า แต่บอสส์ในความหมายของผม ไม่ได้หมายถึงการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “แบบ” และ “เป้าหมาย” ในการดำเนินชีวิตที่สับสน ชื่นมื่น เหลวแหลก จนไม่อยากจดจำ แล้วก็นำมาแก้ไขไม่ให้ขึ้นคาวอีกครั้ง

บอสส์ทางดนตรีร็อคจาระไนไม่หมด แต่อัลบั้มและวงดนตรีที่เป็นเสมือนเทียนส่องทางคือ The Wall ผู้บรรลุโสดาบันโพรเกรสซีพ ร็อค Pink Floyd และเจ้าอ้วนค้างคาวผี Meat Loaf

แต่แม้ดนตรีจะผ่านยุคฮีโร่ไปแล้ว วีรบุรุษที่เป็นเสมือน “บอสส์” ของคนพันธุ์ร็อคยุค 70 คือคนนี้ แน่นอน Bruce Springsteen เขาเป็นร็อคเกอร์เพียงคนเดียวที่ชนชั้นใช้แรงงานในอเมริกาเต็มใจเรียกเต็ม ปากว่าเป็น “บอสส์” ของพวกเขา ซึ่งเป็นความหมายที่หนักแน่น ทรงพลังในการต่อสู้ การประท้วงสงคราม การเหยียดผิวที่น่ารังเกียจ การแข่งขันสะสมขีปนาวุธเพื่อครองโลก การประท้วงให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และเสรีภาพทางเซ็กส์

ใครต่อใครต่างมี “บอสส์” เพราะบอสส์ได้พิสูจน์แล้วว่า คือหัวขบวนแถวหน้าที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความศิวิไลซ์ แน่นอน ในความเป็นบอสส์ ย่อมมีสิ่งแตกต่าง และขัดแย้งกันอยู่ตามประสาปุถุชนที่ยังไม่บรรลุกิเลส

นักการเมืองฝ่ายค้าน และคอลัมนิสต์หลายคน วิตกจริตต่อการทำงานของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กุมบังเหียนในฐานะ “บอสส์” รัฐบาล เขาจะนำพาประเทศชาติไปในทิศทางใด มาถึงวินาทีนี้ เขาคือ “บอสส์” ของคนรุ่นใหม่ที่ “คิดใหม่ ทำใหม่” จริงหรือ

การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน นี่เป็นประโยคที่อภิมหาบรมครูนักเขียนโคตรบอสส์ของผมเขียนไว้ และผมหมั่นท่องจำทั้งหลับและตื่น เพื่อกระตุ้นให้ความกระตือรือร้นมันถีบความขี้เกียจลงในรูท่อ นอกจากเดินเข้าร้านเซ็กส์ชอปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยพลาด คือ การเดินเข้าร้านหนังสือ ผมได้เห็นโลกของหนังสือละลานตาที่ร้านย่านถนนออกซ์ฟอร์ด ลอนดอน ผมถามคนขายว่ามีแมกกาซีนกี่หัวในอังกฤษ เขาตอบว่า “ตอบยากกว่าถามว่าสูตรระเบิดปรมาณูของไอน์สไตน์อะไรคูณกับอะไร ผมคิดว่าต้องไปถามสำนักงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โลกของนิตยสารบางครั้งสำหรับผมมันคล้ายโลกของจินตนาการ คือมันหลากสีสันละลานบนแผง และผมก็ประสาทกิน เพราะไม่รู้จะอ่านเล่มไหน แต่แน่นอนผมเป็นแฟนเพลย์บอย และเพนท์เฮ้าส์ แล้วที่ประเทศไทยมีแมกกาซีนกี่หัว….”

ถึงคราวผมใบ้แดกเหมือนกัน!!

เพราะในยุค “ทักษิโนเว่น” ฟังดูราวกับว่า ผู้คนในเมืองศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯต่างมีวิญญาณของมอดที่กระหายอ่านหนังสือ ล่าสุดกับบางประโยคที่ผมสัมภาษณ์บอสส์ใหญ่ค่าย “จีเอ็ม” ปกรณ์ พงษ์วราภา ที่ปรับจีเอ็มให้ออกรายปักษ์” ยังมีที่ว่างสำหรับนักอ่านจีเอ็มที่เป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ มันน่าสนใจว่า “วิถีชีวิตที่พวกเขากำลังหมุนไปตามแกนอินเตอร์เน็ต พวกเขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร เซ็กส์ของพวกเขาเร่งด่วนจริงหรือ พวกเขาไร้ราก ไร้จิตสำนึก ต่อสังคม และข่าวสารทุกวันนี้มันล้นตลาด การรับมือนานถึง 30 วันทำให้เราล่าช้า…”

แม้จะขลุกอยู่กับวงการข่าว แต่ผมก็ประสาทกินที่จะนับหัวนิตยสารที่เกิดใหม่ว่ามีกี่หัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผู้หญิงเช่น Hair, Madame Figaro Slimming ยังไม่นับเจ้าประจำที่ยังยึดส่วนแบ่งกรตลาดไปคนละส่วนสองส่วนอย่าง แพรส แพรวสุดสัปดาห์ พลอยแกมเพชร ดิฉัน อิมเมจ ผู้หญิงวันนี้ ฯลฯ

แล้วหนังสือผู้ชายเป็นอย่างไรบ้าง

สาบานว่า – - ผมผู้ด้อยปัญญาความรู้แค่หางอึ่งไม่มีทางที่จะรู้ส่วนแบ่งทางการตลาดเม็ด เงินโฆษณาที่จะทุ่มลงทุนในวงการนี้ มันมีสภาวะอย่างไร แต่ผมรู้ด้วยจิตสำนึกของการช่วงชิงชัยคนอ่าน ว่ามันร้อนแรงทุกวินาที

ผมผ่าการเขียนคอลัมน์ให้กับหนังสือผู้ชายมาหลายเล่ม และได้เห็นการล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตาก็เยอะ บางเล่มใช้วิธีผ่อนส่งชำระค่างวดต้นฉบับ หางเล่มหายจ้อยไปไม่กลับไม่บอกกล่าว และอีกหลายเล่มที่เอาต้นฉบับไปตุนไว้ 2-3 ตอนแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ บางเล่มซื้อเรื่องผมแพงสุดๆ ชนิดที่ว่ารับค่าต้นฉบับมาแล้วกินแจ๊ค แดเนียล ได้ 5 ขวด

ผมยังคงสงสัยคลางแคลงอยู่ว่า คนที่กำลังคิดทำหนังสือผู้ชาย คิดอะไรกันอยู่บางเล่มมาขอเอาชื่อไปเป็นที่ปรึกษา ผมก็ให้ไปโดยไม่คิดมูลค่า แต่หลายเล่มผมก็ให้คำแนะนำว่า อย่าทำเลย ไปไม่รอดหรอก ดูคอนเซปต์แล้วเชย แต่ผมก็ห้ามปรามพวกเขาและหล่อนไม่ฟังหรอกครับ เพราะความเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรง หลายคนมานั่งเล่าความฝันให้ฟังในร้านเหล้า อยากเป็นเจ้าของหนังสือสักเล่ม แล้วอีกสองเดือนต่อมา ผมก็ได้รับหนังสือ โอว์ ว๊าว …เธอทำได้โว้ย แต่อีกสองเดือนต่อมา อืมม์ ทำไมมันยังไม่โผล่วะ สักพักก็จะมีเพื่อนฝูงโทรศัพท์มาบอก “ไปแล้วพี่”

แล้วผมก็บอกตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีเงินสักพันล้าน จะไม่ทำหนังสือเด็ดขาด

ความจริงที่ผมค้นพบต่อมาด้วยประสบการณ์ก็คือ หนังสือทุกเล่มมันมีวาระในการดำรงชีวิต แม่แต่ “สตรีสาร” ที่ผู้คนในวงการต่างยกย่องบรรณาธิการหญิงเหล็ก “นิลวรรณ ปิ่นทอง” ที่สามารถเลี้ยงดูทะนุถนอมตั้งแต่คลอดจนโบกมือลาแผงอย่างเศร้าสร้อย เมื่อก่อนผมคิดว่าหนังสืออย่าง “ลลนา” จะยืนอยู่ยงคงกะพัน หนังสือที่ขึ้นต้นด้วยลีลาอย่าง “ยัปปี้” คิดว่าน่าจะไปได้ไกล แต่ก็นั่นแหละครับ “นายทุน” ผู้เป็นเจ้าของเงินลงทุน มักจะคิดสวนทางกับกองบรรณาธิการ นายทุนบางคนมีเงินแต่ฝันอยากมีหนังสือประดับ “บารมี” เหมือนครั้งหนึ่ง ท่านผู้ว่าสมัคร สุนทรเวช คิดว่าการมีหนังสือพิมพ์ “เดลิมิเร่อร์” จะทำให้ท่านไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคอลัมนิสต์คนอื่น

นายทุนต่างมาแล้วสาบสูญ!!

จะพูดไปแล้ว การทำหนังสือก็คือต้องใช้ทฤษฏีของดาร์วินชีนั่นแหละครับคือผู้แข็งแรงย่อมอยู่รอด

แล้ว “Boss” เล่มที่ผมกำลังพรรณนาอยู่นี้เป็นอย่างไร

อารี แท่นคำ

แหล่งอ้างอิง – นิตยสาร Boss ฉบับเดือน June 2004 /Volume 12 Number 160

ดรรชนีวัดโลก ในศตวรรษที่ 21

หลายพันปีมาแล้ว นับจากมนุษย์คนแรกปีนลงมาจากต้นไม้แล้วจัดการโกนขนที่รกรุงรังอยู่บนตัวตน ทิ้ง หาต้นไม้ ใบหญ้ามาห่อหุ้มปกปิดร่างกาย มนุษย์ยุคแล้วยุคเล่า พยายามค้นหาคำตอบที่จะเข้าถึงความหมายของ “ชีวิต” ว่ามันคืออะไรกันแน่?กรีกและโรมันเป็นชนชาติที่เดินทางเข้าถึงปรัชญาชีวิต มากที่สุด ซึ่งถือเป็นความทึ่ง มหัศจรรย์ที่ยุคนั้นยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ปราชญ์ทางดาราศาสตร์ของกรีกและโรมันก็สามารถค้นหาตำแหน่งของดวงดาวและทิศ ทางการโคจรของโลกได้แม่นยำปราชญ์หลายสำนักต่างพยายามค้นคว้าหาทฤษฎี

การปกครองว่าอะไรจะดีที่สุดที่จะ “ควบคุม” มนุษย์หมู่มากที่มารวมตัวกันเข้าเป็นสังคม

แต่การควบคุม “พฤติกรรมรวมหมู่” เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ดูเหมือนมีผู้นำเพียงไม่กี่คนที่สามารถโน้มน้าวจิตใจให้ผู้คนอยู่ใต้ปกครอง ต้องปฏิบัติตามได้ เช่น คำสั่งกายสิทธ์ของฮิตเลอร์, มุสโสลินี, นโปเลียน โบนาปาร์ด, จูเลียต ซีซาร์, เจงกิส ข่าน, อเล็กซานเดอร์มหาราช และมาถึงยุคการไล่ล่าอาณานิคมโดยบรรดาผู้มีเขี้ยวเล็บทางทหารอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส จนมาถึงยุคสงครามเย็นของสองโลก คือเสรีกับคอมมิวนิสต์

แต่แล้วมหาอำนาจที่เคยอวดอ้างศักดาว่า ลัทธิการปกครองของตนเองดีกว่าคนอื่นอย่างบรรดาสังคมนิยมทั้งหลาย เช่น รัสเซีย โปแลนด์ เช็คโกสโลวาเกีย จีนแผ่นดินใหญ่ เยอรมันตะวันออก ต่างถูกพลังประชาชนแปรสภาพ ไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ระทมกบาลสะท้านหัวแม่ตีน

ลึกๆแล้วมนุษย์ใฝ่หาอิสรเสรีบนผืนธงสันติภาพ!!

ดินแดนไพศาลของรัสเซียถูแบ่งแยกซอยออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย ด้วยความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่รัฐบาลมักเรียกพวกเขาในเชิงลบว่า “กบฏหัวรุนแรง” หรือ “กบฏแบ่งแยกดินแดน” สงครามตัดซอยแผ่นดินของชนกลุ่มน้อยระบาดราวโรคห่าไข้หวัดนก แต่มันมาพร้อมกับความเชื่อทางศาสนาในนิกายของตัวเอง และในอดีตที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกด้วยความขื่นขมว่า สงครามศาสนาเคียงคู่กันมากับมนุษยชาติ สงครามครูเสดกินเวลาหลายสิบปี ก่อนที่โปแลนด์กับคาทอลิคของคริสต์ศาสนาในบางประเทศจะจับอาวุธเข้าห้ำหั่น กันโหดร้าย มุสลิมสองนิกายสุหนี่กับชีอะห์ก็รบรากันมายาวนานเพียงเพื่อประกาศว่า นิกายของกูดีกว่าของมึงโว้ย!!

เซอร์เบีย สาธารณรัฐเชค สโลวีเนีย เชชเนีย อุซเบกิสถาน เติร์กมินิสถาน ดินแดนเขตเวสแบงค์ ฉนวนกาซา ล้วนเป็นผลพวงแห่งความคิดว่า ถ้าพวกเราปกครองกันเองจะดีกว่ารัฐบาล เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า “รัฐบาลต่างมาแล้วสาบสูญ” ผู้ปกครองเสวยอำนาจบนความอาดูรและเดินไปบนคราบน้ำตาประชาชนมาทุกยุคทุกสมัย” พวกเขามีความหวังว่า “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” หลายประเทศที่มีความเชื่อเช่นนั้นว่า เผด็จการเบ็ดเสร็จเท่านั้นจึงจะควบคุมประชาชนให้เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ ประเภทเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย เช่น การย้อนกลับมาของพวก “นีโอ นาซี” ในเยอรมัน หรือพวกนิยมเหมาในเนปาล

แม้ก้อนอิฐบนกำแพงเบอร์ลินก้อนสุดท้ายจะถูกทุบแหลกสลายลงไปแล้วก็ตาม โลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น ไม่มีใครบอกได้ว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมอาจจะกลับมารุ่งเรือง ในเมื่อระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อกันว่าดีที่สุด ณ เวลานี้ ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกำหนดเสรีภาพของตัวเองและพรรคพวกเกินขอบเขต

พวกนิยมเหมายังมีอยู่ พวกสรรเสริญความเด็ดขาดของฮิตเลอร์ยังเหลือเฟือ

ความจริงที่ล้ำหน้าของสังคมโลกาภิวัตน์ ความทันสมัยที่เดินซุ่มซ่ามเข้ามาอย่างย่ามใจ ความมหัศจรรย์แปลกใหม่ของอินเตอร์เน็ตที่เดินทางรวดเร็วตลอดเวลากำลังบด เคี้ยวปัญญามนุษย์ให้เหลือแต่กากและซากเดนโครงกระดูกแห่งจิตวิญญาณ

ความเชื่อทางศาสนากลายเป็นเครื่องมือ “ต่อรอง” ทางการเมืองเพื่อ “ทดลอง” การตัดซอยแผ่นดินเพื่อมาปกครองตนเอง ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เคร่งครัดที่สุดในกระบวนการศาสนาทั้งหมด แต่การเคร่งครัดกลับไม่ได้ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์กูรอานเพิ่มขึ้น กลายเป็นศาสนาที่มีปัญหาและทำให้ผู้คนล้มตายกองกันลงไปบนความเชื่อ ด้วยระเบิดพลีชีพนานารูปแบบ

ไม่มีใครคิดหรอกครับว่า จะมีคนพลีชีพด้วยการจี้เครื่องบินไปชนตึกเวิร์ลเทรด เซ็นเตอร์ สองตึกในเวลาไล่เลี่ยกัน ตึกเพนตากอน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ฯ

นี่เป็นหน้ากระดาษประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อ!!

คนทั่วโลกอยากรู้ว่า ในขณะที่มุสลิมหัวรุนแรงขับเครื่องบินเข้าไปหาความตายนั้นเขาคิดอะไรอยู่? เขากำลังคิดว่า ทุนนิยมสุดขั้วของเอมริกาเป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติ ? ทุนนิยมจะทำลายสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา การหว่านโปรยวัตถุนิยมลงไปในจิตใจผู้เคยจะทำให้โลกใบนี้อลหม่านไปด้วยคาถา ราคะสามอย่าง กิน กาม เกียรติ อนิจจา อเมริกาผู้น่าสงสาร อเมริกาผู้วิเศษทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขนาดขับยานไปเที่ยวดาวอังคารหลายสิบ ล้านไมล์และดื่มกินอวกาศเป็นว่าเล่น

แต่ไม่สามารถอ้าปากที่อยู่ใต้จมูกพูดกันให้รู้เรื่องกับ บิล ลาเดน!!

แล้วการก่อวินาศกรรมบนความเชื่อของมุสลิมก็แพร่ระบาดไปบนเกือบทุกตารางนิ้วของโลก ที่น่าเวทนาคือความตายของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ระเบิดรถไฟที่มาดริด สเปน อังกฤษ และอีกหลายภูมิภาคของโลกที่ผู้ก่อการร้ายมีแผนจะก่อกวน

แน่นอนครับ รวมทั้งภาคใต้ของเราที่ต้องสังเวยชีวิตรายวันให้กับความเชื่อ (หรือรัฐบาลไม่เคยเข้าใจความเชื่อ หรือความเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้พวกเขาทำเพื่อพระเจ้า?) หรือความเชื่อบวกเข้ากับความเหลื่อมล้ำทางสังคม และช่องว่างระหว่างรัฐบาลประชานิยมเศรษฐกิจนำการเมือง ความจนกับความรวยที่แบ่งแยกระยะความถี่ห่างราวฟ้ากับเหวลึก ทำให้การก่อการร้ายเกิดขึ้นแบบสะกดคำว่า “ศีลธรรม” ไม่เป็น?

มีคนรำคาญเลยถามแบบกำปั้นทุบดินว่า “ยกดินแดนสามจังหวัดภาคใต้ให้เขาเลยดีไหม” เหมือนจังหวัดอาเจะห์ในอินโดนีเซีย แต่นั่นก็ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องการันตีว่า การปกครองตนเองจะไปรอด ท้ายที่สุดแล้ว มันดูเหมือนว่า การเอาดินแดนมาให้กูก่อน แล้วกูจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของกู นาทีนี้กูขอ “ฆ่าคนบริสุทธิ์” เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในนามพระเจ้า สงครามศักดิ์สิทธิ์จะต้องดำเนินต่อไป โดยปราศจากการพูดคุย น่าสงสารภาษาที่มันถูกส่งมาให้เป็นเครื่องมือสื่อสารให้มนุษย์โลกเข้าใจกัน

แต่กิเลสความเชื่อในใจมันไม่ยอมให้เข้าใจ!!

และความทันสมัยที่มันหลั่งไหลถาโถมเข้ามาสู่สังคมไทยจนยากแก่การตั้งรับ ทำให้เราพูดกันไม่รู้เรื่อง ทั้งที่อีกด้านหนึ่งเหมือนเราเข้าใจกันมากขึ้นพูดกันมากขึ้น โดยผ่านโทรศัพท์อเนกประสงค์มือถือ แต่ให้ตายเถอะ!! มันเป็นการพูดจากันที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลสารพัด พูดจาบนความฉาบฉวย พูดจาบนผลประโยชน์ที่จะได้แก่ตนเองและพวกพ้องเท่านั้น การกดระเบิดผ่านซิมการ์ดมือถือ เป็นอันตรายชนิดใหม่ที่ใครก็ไม่อาจคาดคิด

ความเร่งรีบ รีบร้อนของคนสังคมสมัยใหม่ที่เอาชีวิตส่วนหนึ่งไปผูกติดกับอินเตอร์เน็ต ทำให้โครงสร้างทางสังคมไทยปริร้าว บิดเบี้ยว มีรัฐมนตรีบ้าบอเสนอขายไอเดียกระฉูดรายวัน ด้วยการจะหาถนนให้พวกนรกซิ่งรถ มีรัฐบาลที่หลอกลวงประชาชนด้วยการยกเลิกการก่อสร้างสถานีรถไฟสายสีม่วงและ สีส้ม

ผมอยากจะบอกผ่านท่านนายกฯทักษิณ ครับว่า โลกอนาคตไม่เคยลดราคาหรอกครับ ทุกอย่างมีแต่จะพุ่งขึ้นไปหาผลประโยชน์สูงสุด ดูตัวอย่างง่ายๆ ราคาน้ำมัน จากลิตรละไม่กี่สตางค์ เมื่อพ.ศ.2500 และ40 ปีผ่านไป มันจะทะลุ 30 บาทอยู่แล้ว

นั่นหมายความว่า ยิ่งโลกหมุนไปสู่ความเจริญทันสมัยเร็วเท่าไหร่ รัฐบาลหรือผู้นำประชาชนก็ควรจะวิ่งกวดมันให้รู้เท่าทัน การยกเลิกรถไฟฟ้าเป็นความล้มเหลวในการวิ่งตามความทันสมัย เอาหัวแม่ตีนตรองดูง่ายๆก็ได้ครับว่า ถ้ายกเลิกวันนี้แล้วไปสร้างอีก 5 ปีข้างหน้า งบประมาณมันจะต้องเพิ่มอีกเท่าไหร่ แล้วถ้าหากคิดว่าสร้างแล้วมันไม่คุ้มเพราะไม่มีคนใช้ ลองไปถามสำนักสำรวจประชากรดูสิครับว่า พลเมืองในแต่ลบจะปีมันเพิ่มมากน้อยแค่ไหน คนมีแต่จะเพิ่มครับ ขณะที่อัตราการตายน้อยลง เพราะวิทยาศาสตร์การยืดอายุก้าวหน้ารวดเร็ว ดูรถไฟสองสายที่เรามีอยู่วันนี้แทบจะทะลักออกมานอกตู้กันแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากขับรถมาในเมืองหรอกครับ ในสภาพการจราจรที่ทำเอาประสาทแดกในแต่ละวินาที ถ้ามีรถไฟอำนวยความสะดวก คนจากบางบัวทอง จากนนทบุรี เข้ามาทำงานในเมือง สิ้นเปลืองรายจ่ายบัดซบ เพื่อนผมหลายคนบ้านอยู่บางบัวทอง มันขับรถมาทำงานที่เนชั่น โคตรน่าสงสาร เพราะกว่ามันจะถึงที่ทำงาน ร่างกายมันก็อ่อนปวกเปียก และยิ่งมาเจอค่าน้ำมันมหาโหด ทุกวันนี้มันก็แทบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว

นั่นเป็นที่มาของโรคจิตชนิดหนึ่งนะครับ อย่าทำเป็นเล่นไป มันสั่นคลอนประสาทเอาง่ายๆ และก็น่าตกใจกับการรายงานของกรมสุขภาพจิตว่า มีคนเป็นโรคจิตกว่า 2 แสนคน หนึ่งในนั้นคือนางสาวจิตรลดาที่ควักมีดออกมาอาละวาดแทงเด็กนักเรียน ซึ่งมองดูแล้วสังคมไทยน่ากลัวกว่าที่คิด

แต่กรณีของ “อากู๋” ที่มีความพยายามจะเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัท มติชน ไม่ใช่โรคจิต แต่เป็นผลพวงของความคิดที่รวบรัดทันสมัย โดยใช้คำกล่าวอ้างที่สวยหรูว่า “เพื่อต่อยอดทางธุรกิจให้ครบวงจร” แต่ที่แท้คือพยายามครอบครองสื่อเพื่อฐานอำนาจการโปรโมทธุรกิจในเครือซึ่งแก รมมี่ฯ ก็มีสื่ออยู่ในมือแทบจะครบถ้วนอยู่แล้ว

เดชะบุญ!! ที่ “อุดมการณ์” ของคนทำหนังสือพิมพ์คุณภาพยังมีอานุภาพต่อรองกับ “ทุนนิยม” ท่ามกลางความโกลาหนของนายทุนที่ไม่เคยเพียงพอในทรัพย์สิน “เงิน” ยังพูดไม่ได้ พูดไม่ถูกในทุกกรณี นี่เป็นตัวอย่างกระแสคลื่นแห่งความแข็งแกร่งของคนมติชนและผู้ที่รักและ ศรัทธากันมาอย่างยาวนาน ที่ฝ่าวิกฤตและต้าน “ทุนนิยม” ได้อย่างสมศักดิ์ศรี งานนี้ถ้าท่านพี่ช้าง “ขรรค์ชัย บุนปาน” จะหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจ ก็ปล่อยให้มันไหลมาเถอะครับ ท่ามกลางกระแสเงินทุนของโลกาภิวัตน์ เรายังมีแสงสว่างแห่งอุดมการณ์สื่อเหลือให้พึ่งพา

ผมว่าอากู๋ทำธุรกิจด้านบันเทิงต่อไปน่ะดีแล้วครับ อย่ามายุ่งกับงานด้านนี้เลย หรือถ้าอากู๋อยากจะทำจริงๆ ก็ก่อตั้งมันขึ้นมาใหม่ ปลุกปั้นขึ้นมาให้มันไฉไลด้วยตัวแกรมมี่เองจะสวยกว่า ประชาชนก็จะยิ่งสรรเสริญว่า มีฝีมือ อย่างอาร์เอสฯ ไงเฮีย การสร้างงานอะไรก็ตามในโลกห่าเหวใบนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นด้วยฝีมือของเราเอง มันภูมิใจกว่าเยอะครับ

ดรรชนีของโลกในศตวรรษที่ 21 คือความวุ่นวาย ความอลหม่านของความทันสมัยที่เรารับเอามาอย่างไม่รู้เท่าทัน ทุกอย่างถูกตีค่าเป็น “เงิน” และ “วัตถุ” คนพูดกันมากขึ้น แต่รู้เรื่องกันน้อยลง เป้าหมายปลายทางของคนที่อยากจะไปให้ถึงความมั่งมีศรีสุขอย่างรวดเร็วทันหน้า ทันตาเพื่อนข้างบ้าน ทำให้คนเขี่ยวงศีลธรรมลงข้างล่าง ปฏิกิริยาความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐเพิ่มระยะห่างขึ้นทุกวินาที การแบ่งแยกดินแดนจึงเป็นข้ออ้างทางภาคใต้ที่ผู้ก่อการร้ายคิดว่าชอบธรรม

โลกกำลังร้อนเป็นไฟในหน้าร้อน เย็นยะเยือกในหน้าหนาว และน้ำป่าไหลหลากในฤดูฝน น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย ตังเองเพื่อจะทำให้น้ำท่วยโลกในอีกไม่กี่ศตวรรษหน้า แกนของโลกเริ่มเอียง เพราะกิเลสมนุษย์มันหนักเหลือเกิน

คำกล่าวที่ว่า “น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว” ไม่เกินความจริงไปแม้แต่น้อยนิด!!

อารี แท่นคำ

October 2005 / Volume 14 Number 174

Thursday, July 1, 2010

JASON BECKER ขุนขวานคนใหม่ขนาบข้างไอ้หมาบ้าจอมซ่าเซ็กส์สยิว DAVID LEE ROTH - III

Chapter III
คุณเล่นแล้วเดฟร้องในเวลาเดียวกันน่ะรึ?
เดฟต้องการให้อัดกันคนละหน แต่ว่ามันเป็นแอฟเฟคที่ใหม่เอี่ยมในงานนี้ซึ่งไม่เคยใช้มาก่อน เดฟจึงต้องคอยควบคุม และความจริงผมก็ไม่สามารถที่จะใช้มันด้วยตัวคนเดียว
มีเพลงหนึ่งคล้ายเพลง “Walk This Way” ของ Aerosmith สำเนียงกวน ๆ เหมือนกัน?
เพลงนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันมาก่อน แต่เรารู้ว่าซาวน์ดของมันคล้าย “Walk This Way” เอาเมื่อตอนอัดเสร็จ เพลงนี้ทั้งทำนองเนื้อร้องเขียนไว้ก่อนที่ผมจะเข้ามา แต่รับรองว่าไม่ใช่แบบแอร์โร่ว์สมิธที่คุณเอ่ยถึง คล้ายกันแค่บางซาวน์ดแต่ทำนองเดฟบอกว่าเขาคิดเองทั้งหมด
เลยกลายเป็นเพลง “Dog Town Shuffle” ?
เพลงนี้ผมประจักษ์ว่าเดฟไม่เพียงแต่เป็นนักร้องที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก้าวไปไกลกว่านั้น โทนเสียงของเขามีอะไรบางอย่งที่รู้สึกว่ามันพิเศษ พอเริ่มเพลงนี้ผมรู้สึกว่ามีแรงปะทะ เพราะอะไรน่ะรึ? ก็พี่เดฟแกเล่นร้องภาษาธิเบตซึ่งแกก็ยังไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เป็นเพลงที่ค่อนข้างเศร้า ผมกับสตีฟต้องช่วยกันอุดริธึ่มให้แน่น เพราะบางทีมันคนละอารมณ์ ศิ่งที่น่าสนใจในเพลงนี้คือ สัดส่วนของริธึ่มที่คล้องจองกันเป็นป่เป็นขลุ่ย และเพลงนี้ก็ใช้โน้ตไม่กี่ตัว แต่ผมก็รู้สึกถึงพลังของมันพุ่งออกมาเวลาผมเล่นโซโล
คันโยกกีตาร์ของคุณใช้ของอะไร? เหมือนกันหมดทุกตัวหรือเปล่า?
ไม่หรอกฮะ กีตาร์คาร์วินตัวโปรดของผม –ผมจะใช้คันโยกของ Kahler แต่อัลบั้มนี้ผมไม่ได้ใช้รุ่นนี้ ติดคันหย่องของ Floyd Rose ถ้าเป็นพวกคันโยกผมจะใช้ของ Peavey มากกว่านะและก็จะเลือกใช้เฉพาะท่อนสุดท้ายของเพลงเพื่อให้อารมณ์เต็มที่ก่อนจบเพลง คือมันเหมือนกับว่าฉากสุดท้ายต้องมันส์บรรลัยยิงกันตับแลบแบบหนังของคลิ้นท์ อีสวู๊ดน่ะ เคยดูไหมเช่นเรื่อง Nightmare on Elm Street
เพลง “Show Time” คุณโชว์การแต่งดนตรีทั้งหมด?
ตอนที่ผมเหยียบตีนเข้ามาในวงใหม่ ๆ ผมต้องการเพียงแค่ว่าทำเสียงหรือเล่นทุกอย่างให้เป็นที่พอใจของทุกคนในวง แต่ทำไมผมถึงเล่นบางอย่างได้ค่อนข้างแตกต่างอย่างในเพลง Lady Luck หรือ Little Ain’t Enough นั่นเพราะทุกคนต้องการอะไรที่สนุกแบบนั้นผมก็ทำให้ เหมือนกับว่าใครต้องการอะไร อย่างไหน บอกมาเลย ผมลุยทั้งนั้น แม้ว่าตแนแรกภาคริธิ่มของทุกเพลงแม่งยากบรรลัย พอมาถึงเพลงนี้ผมเลยบอกเดฟว่า อยากทำอะไรที่มันแตกต่างจากนี้บ้างได้ไหม? ถ้าไม่ได้กูจะลาออก…เอ๊ย…เดฟบอกเอาเลยไอ้น้องแก้ว ผมเลยอัดภาคริธึ่มซะแน่นปั๋ง แต่ว่าไปแล้วผมขโมยไอเดียคอร์ดกีตาร์มาจากวง Stray Cat ในท่อนท้าย เพลงนี้เป็นเพลงสนุก ๆ ตัดเป็นซิงเกิ้ลยังได้เลย
ทฤษฏีคือส่วนหนึ่งในชีวิตการเป็นขุนขวานของผม แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะบ้ามันจนไม่ยอมมองอย่างอื่น
ไม่คิดว่าใกล้เคียงกับเพลง “Hot for Teacher” ของแวน ฮาเลนบ้างหรือ?
โอ๊ย…ชีวิต…มงคล อุทก…เอ๊ย..ไม่ใช่เว้ย คือว่า…อืมม์ แหม!! พี่นี่ชวนให้ผมทะเลาะกับเอ็ดดี้อยู่เรื่อย เปล่าโว้ย – มันเป็นสำเนียงบูกี้ที่ค่อนข้างเร็วน่ะ มันจะเหมือนของแวน ฮาเลนได้ไงวะ
แต่ฮาโมนี่คล้าย ๆ ว่ะ?
เออ- เออ – ใช่ก็ใช่ แหม!! เอ็งนี่เป็นนักสังเกตตัวฉลาจเลยนะไอ้โครเอ็ท สตอร์มจอมปากจัด แต่เสียงมันดีกว่าแวน ฮาเลนโดยเฉพาะกีตาร์ผม ฮิ ฮิ ขี้คุยให้เอ็ดดี้หมั่นไส้ซะหน่อย ถ้าคุณจะชำแหละแผ่นนี้ล่ะก็ ผมบอกได้เลยว่า ผมดีใจที่แผ่นนี้มันไม่เหมือนชาวบ้านเขาพอผมเริ่มลงมือทำผมดีใจกับเสียงที่ออกมา มันคล้ายกับแสดงว่าผมมีความสมารถ มีพลัง มีกำลังงานดื่มเอ็ม 100 เอ็ม 150 มันเป็นความแปลกประหลาดที่ผมทำได้ และถ้ามันเกิดเป็นแผ่นที่ฮิตขึ้นมาละก้อ ก็ย่อมแสดงว่ามันมีคุณภาพทั้งเสียงร้องทั้งดนตรีรวมทั้งวัตถุดิบอะไรหลายอย่างรวม ๆ กัน นั่นแสดงว่า มันเปิดกว้างโว้ย พอ พอ ทีหลังเอ็งอย่าถามกวนตีนแบบนี้นะ!!
ภาคริธึ่มดูเหมือนยุ่งยากพอสมควร คุณตั้งใจให้มันออกมาแบบนั้น?
ตอนแรกผมคิดว่า มันควรจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่พอทำไปทำมาแม่งยากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นว่ามันเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผมเพราะกว่าผมจะมาเป็นนักเล่นโซโลได้ขนาดนี้ผมก็ผ่านแบบฝึกหัดริธึ่มมาจนนิ้วบวมโดยเฉพาะภาคพื้นฐานนั้น รับรองไม่มีใครสู้ผมได้เด็ดขาด ฮิ ฮิ ผมมักจะตะโกนบอกตัวเองเสมอว่าเฮ้ ทำยังไงกูถึงจะทำอะไรให้แม่งยุ่ง ๆ เข้าไว้มากกว่านี้ ผมชอบที่จะทำงานให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอและเป็นการฝึกฝนด้วย ผมชอบเรียนรู้อย่างอื่น ไม่แต่มือผมจะไล่อยู่บนคอกีตาร์เท่านั้น ผมมักหาโอกาสเล่นไอ้เจ้าพวกเครื่องสตริงทั้งหลายแหล่ลองหัดเล่นเพลงพ๊อพสแตนดาร์ด ซึ่งตอนที่ผมลุยกับกีตาร์นั้นผมยังไม่เคยเล่นไอ้เจ้าพวกนี้มาก่อน พวกกีตาร์เหมือนกันผมพยายามที่จะเช่นมันทุกยี่ห้อ ตอนนี้รู้สึกรักไอ้เจ้า Peavey ขึ้นมาติดหมัด
ท่อนเปิดของเพลง “Drop in the Bucket” เป็นเสียงกีตาร์โปร่งแท้ ๆ หรือเปล่า?
แน่นอน – มันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมมักจะให้มันมีโอกาสเข้าไปเพ่นพ่านในบทเพลง และตรงกับความคิดของเดฟด้วย เสียงนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ มันต้องใสปิ๊งแบบเซเว่น-อัพ การใช้อะคูสติคในความรู้สึกของผมมักจะเกี่ยวพันกับเพลงพ๊อพ แต่ผมอธิบายลำบากว่ารู้สึกกับมันยังไง บ๊อบ ร็อคโพรดิวเซอร์เป็นคนเอากีตาร์มา แต่เสียงมันก็เยี่ยมถูกใจโก๋บางลำพูอย่างผม เสียงมันพลิ้ว เราอัอแบบใช้ไมค์จ่อตู้โดยตรงและกะว่าจะใช้ให้ตลอดทั้งเพลง แต่เดฟบอกว่า เอาแค่อินโทรก็เหลือแดกแล้วล่ะ ตอนแรกผมเล่นแบบมันเป็นแค่เครื่องดนตรีเหมือนชิ้นอื่น ๆ แต่เดฟทำตาเขียวแล้วบอก นี่ไอ้หนู – เอ็งเล่นให้มันเป็นเสียงธรรมชาติแบบอะคูสติคแท้ ๆ ได้ไหม ธรรมชาติน่ะ เข้าใจธรรมชาติไหม? ผมเลยบอก โอเค – พี่เดฟ แหมทำเป็นรักธรรมชาติ

คุณแต่งดนตรีทั้งหมดเลยหรือในเพลงนี้?
ถูกต้องที่สุดในโลกโว้ย ฮ่าฮ่า ฮ่า
ตอนที่คุณลองเล่นเป็นตัวอย่างให้เดฟฟัง แต่เดฟก็ยังบอกว่าแค่ตัวอย่างก็เยี่ยมแล้วและเดฟบอกคุณรึเปล่าว่ามันจะต้องบอกความเป็นเดวิด ลี ร็อธด้วย?
อันนี้ก็ใช่อีกว่ะ คือคุณต้องรู้ซิว่ากำลังทำงานกับใคร และใครต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกใช้เครื่องดนตรีชิ้นไหนให้เหมาะสมกับบุคลิกของเขา พอผมได้ยินเสียงเดฟ ผมบอกตัวเองทันทีว่า เพลงนี้มันจ้ะองใช้กีตาร์ Valley Arts พ่วงเข้ากับแอมป์มาร์แซลล์ และเพลงอื่น ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง ผมเป็นมือกีตาร์เลยต้องเน้นส่วนนี้มากเป็นพิเศษ – ก็เท่านั้น
แล้วมีเสียงในแบบ “Cacophony” เดินหลงทางปน ๆ เข้ามารึเปล่า?
แหมเพ่ก้อ – ตั้ง 12 เพลงมันหลีกเลี่ยงไหวรึ รู้สึกว่ามันจะหลงทางเข้ามาสักสองเพลงนี่แหละนะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร คุณไปหาฟังเอาเองก็แล้วกัน ถ้าเพลงไหนเสียงมันค่อนข้าง ๆ ดิบ ๆ ละก้อ – นั่นล่ะ
บางเพลงคล้ายมีท่อนริฟฟ์ของเดวิด กิลมอร์—ดูเหมือนจะเป็นท่อนจบ?
อันนี้ก็ใช่อีกนั่นแหละ – โว้ย – เชื่อแล้วล่ะว่าเอ็งเป็นนักสังเกตตัวฉกาจไอ้โควเอ็ท สตอร์มพายุเงียบผู้ไม่เคยหลับใหล – คือผมเป็นแฟนเพลงของเดวิด กิลมอร์และชอบแกะลูกเล่นของเขาทุกอัลบั้มเลย แต่เพลงที่คุณว่ามันคงจะเป็นอุบัติเหตุทางนิ้วมากกว่าว่ะ!! ฮิ ฮิ คือ ตอนเล่นก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมามิกซ์เสียงแหม!! ผมก็เล่นได้ใกล้เคียงพี่เดวิด กิลมอร์เหมือนกันนี่หว่าดีใจฉิบหายจนเก็บไปฝันในคืนต่อมาแต่ในฝันนั้นดูเหมือนมีใครบางคนพยายามที่จะตัดลูกเล่นนั้นออกไป – สำหรับผมแล้วการเล่นให้ได้อย่างกิลมอร์เป็นหนทางที่ยิ่งใหญ่ แหม! ในโลกของกีตาร์จะมีใครสักคนเล่นได้อย่างกิลมอร์จริงไหมบักหำน้อยพายุเงียบ ฮิ ฮิ (เอา เอา กวนตีนเข้าไปเดี๋ยวพั่ด!!)
บ๊อบรู้รึเปล่าว่าซาวน์ดแบบไหนที่คุณต้องกรและตัวคุณต้องการยังไง?
ผมกับบ๊อบเป็นเพื่อนทำงานที่แสนสนิทสนมเราถกเถียงกันเพียงเล็กน้อย การทำงานดนตรีที่แท้จริงเราต้องเชื่อฟังโพรดิวเซอร์เราต้องให้เกียรติแก่กัน ถึงจะถกเถียงกันบ้างก็เป็นเรื่องปนตลกมากกว่า บ๊อบมักจะตลกกับผมเสมอเช่น เฮ้ย!! นายอย่าเล่นดีเกินไปซิโว้ย ผมลำบากใจ ผมตอบว่า ผมเล่นดีเกินไปจริง ๆ รึ บ๊อบบอก เออ ดีจนผมต้องอัดใหม่ตั้งสามสี่หนแน่ะ เอาให้มันดีกว่านี้ซิวะผมก็ต้องเล่นใหม่ตั้งสามสี่เที่ยว
แสดงว่าคุณต้องหาเสียงใหม่จนกว่าจะพอใจบ๊อบ?
บางทีก็จำเป็นต้องทำ แต่บางทีก็ไม่ เล่นทีเดียวเสร็จ มันไม่เหมือนกับงานของผม ของผมจะแบบม้วนเดียวจบ แต่ทำงานกับคนอื่นต้องทำให้เขาพอใจ บางทีเราต้องตั้งใจฟังหลาย ๆ หนกว่าจะได้อารมณ์พอเพียง และเสียงถึงจะออกมาเต็มที่ในแบบฉบับของร็อค
คุณวางแผนโซโลมาก่อนเป็นเช็คชั่นหรือมีเพิ่มเติมเข้ามาตอนหลังบ้างไหม?
ทุกอย่างในเดโมจะสมบูรณ์และค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ถ้าเดฟบอกว่าอยากเพิ่มส่วนไหนแบบให้อามรณ์สด ๆ ผมก็จะเพิ่มตามคำแนะนำ – ไม่มีอะไรมาก
การโยกย้ายตัวเองในลักษณะนี้ทำให้ผมนึกถึงพอลกิลเบิร์ตที่ย้ายตัวเองไปลุยกับ Racer X และลุยต่อไปถึง Mr.Big เหมือนกับว่าไม่ต้องการปักหลักอยู่กับตัวเองแบบถาวร – คุณเป็นแบบนั้นรึเปล่า?
คงทำนองนั้นแหละฮะ ทุกคนที่เป็นเมือกีตาร์ผมว่าการโยกย้ายตัวเองแบบนี้ไม่มีอะไรต่างกัน ทุกคนหวังว่าจะเพิ่มเติมประสบการณ์สำหรับผมไม่อยากเอาตัวเองไปผูกพันกับตัวเองแค่เป็นหนักเล่นกีตาร์ธรรมดาสามัญ อะไรก็ได้ที่ผมรู้สึกว่ามันพิเศษสำหรับผม – ผมจะลุยไปข้างหน้า
คุณเคยฟังงานของพอล กิลเบิร์ตเปรียบเทียบกับตอนเขาอยู่ มิสเตอร์.บิ๊กและ เรเซอร์ เอ็กซ์?
พอล กิลเบิร์ดเป็นมือกีตาร์รุ่นใหม่ที่ผมชื่นชมในฝีมือมาตลอดตั้งแต่สมัยอยู่เรเซอร์เอ็กซ์ และผมคิดว่าทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเห็นด้วยกับผมอย่างแน่นอน ฝีมือของพอลรวดเร็วดุจพายุเงียบหนักแน่นรุนแรงเฉียบขาดอยู่ในตัว
ตอนอัดแผ่นร่างกายคุณได้รับการตรวจเช็คจริงเท็จยังไงรึเปล่า?
เปล่าหรอก คือทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม มันเป็นเหตุการณ์ปกติเกือบทุกครั้งที่ผมเข้าห้องอัด แต่ก่อนหน้านั้นผมรู้สึกร่างกายแย่ ๆ เพราะผมไม่มีไอเดียที่จะทำอะไรเลย ตอนนั้นผมอยู่แอล.เอ. และลุยอยู่ที่นั่นนานพอดูจนผมรู้สึกว่าร่างกายมันอุทธรณ์ผมเลยบอกตัวเองว่าน่าจะไปให้หมอตรวจเช็คซะหน่อยปากฎว่าหมอบอกผมเป็นโรคจำพวก ALS ผมกะแล้วว่าร่างกายมันไม่ค่อยจะเข้าที่เข้าทาง ผมรู้สึกแย่ยงทันทีที่หมอบอก
ได้ยินว่าคุณเป็นคนที่แตกฉานเรื่องทฤษฎีดนตรี อันนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณก้าวมาถึงขั้นนี้
ทฤษฎีคือส่วนหนึ่งในชีวิตการเป็นขุนขวานของผม แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะบ้าจนไม่มองอย่างอื่น ตอนแรกที่ผมเริ่มลุยกับกีตาร์ผมเคยแจมกับ Big Macs ซึ่งเขาสอนให้ผมรู้เบสิค และผมก็ศึกษาเรื่อยมา แต่ทฤษฎีมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นเวทีไหน ผมมั่นใจเต็มที่
เอ้า… ข้อสุดท้ายแล้ว – ที่บอกว่ามั่นใจเต็มที่ หมายความว่าไม่ว่าเวทีไหนแตกต่างกันอย่างไร คุณก็พร้อมที่จะระเบิดมันออกมา แสดงว่าทฤษฎีมีความหมายต่อคุณมาก ?
ผมมักจะครุ่นคิดถึงเรื่องนี้เกือบตลอดเวลา แต่ถ้าสถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวย อะไรมันก็ไม่เป็นไปตามที่เราหวัง แต่เราก็มีเบสิคที่ดีอยู่ ผมคิดว่ามันมั่นใจ –โอเค…

…โดย… มฤตยู อันเดอร์กราวน์ด
Article By : The Quiet Storm 1991

JASON BECKER ขุนขวานคนใหม่ขนาบข้างไอ้หมาบ้าจอมซ่าเซ็กส์สยิว DAVID LEE ROTH - II

Chapter II
เพลงไตเติ้ลแทรก “A Little Ain’t Enough” ดูเหมือนเสียงคีย์บอร์ดจะฟังแปลก ๆ ไป คุณว่ายังงั้นรึเปล่า?
มันเป็นฝีมือของ ร็อบบี้ เนวิลล์และเดฟ และเป็นเสียงที่มาจากคีย์บอร์ดจริง ๆ ตอนแรกเดฟบอกว่าให้ผมเล่นกีตาร์ให้คล้ายเสียงคีย์บอร์ด แต่พอผมลองทำแล้วมันไม่เข้าท่า มันออกเป็นสำเนียงร็อคหมด และผมก็ตื่นเต้นเกินไป เพราะต้องเล่นให้เร็วกว่าเล่นกีตาร์ เพลงนี้ทำเอาผมประสาทแดกไปเลย แต่ก็ท้าทายความจริงถ้าผมไม่ตื่นเต้นเกินไปผมทำได้นะ
ตอนอัดเสียงคุณเริ่มต้นที่ภาคริธึ่มก่อนค่อยใส่ท่อนโซโลตอนหลังหรือลุยทีเดียวพร้อมกันเลย?
บางทีก็ลุยพร้อมกัน แล้วแต่ว่าไอเดียมันจะมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็ทำริธึ่มก่อน ความจริงเราทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันพอไดเสียงนี้มาก็เก็บเอาไว้ แต่ถ้าค้นพบเสียงที่ดีกว่าก็จะเอาอันที่เก็บไว้ทิ้งไป แล้วค่อยไปแต่งเสียงอีกที
ใช้กีตาร์ยี่ห้อไหนบ้างในแผ่นนี้?
กิ๊บสัน เลสพอลเกือบทุกรุ่น มันให้สุ้มเสียงที่เยี่ยมและเด็ดขาดมาก
เพลง “Shoot It” ท่าทางจะแปลกไปและดูเหมือนเป็นสไตล์ที่แปลกไปจากความเป็นเดฟ?
มันเป็นเพลงที่ค่อนไปทางร็อคแอนด์โรลล์ ฉะนั้นต้องจูนเสียงให้มันต่ำเข้าไว้ เดฟตั้งใจร้องเพลงนี้เป็นพิเศษ แต่เขาไม่เคยร้องคำที่พวกร็อคสิบสองห้องใช้กันเช่นคำว่า “yips” หรือ “yahs” แต่เขาก็ทำได้ ผมใช้กีตาร์เลส พอลท่อนริธึ่ม และโซโลใช้กีตาร์แฮมเมอร์ ความจริงผมอยากจะใส่สไลด์ซะด้วยซ้ำ แต่ผมคงทำได้ไม่ดีพอและตอนแรกผมคิดว่าเพลงนี้ไม่ควรใส่โซโล เพราะอยากให้มันออกมามันส์ ๆ ยิ่งกว่าของ โรสลิ่ง สโตนส์ แต่ไม่ใช่เสียงในแบบสโนส์นะมันเป็นมากกว่านั้นโว้ย
กะจะให้เป็นแบบ “Brown Sugar” ของสโตนส์ว่างั้นเถอะ?
คงไม่หรอกฮะ ที่เอ่ยถึงสโตนส์ก็เพราะสุ่มเสียงมันไปคล้ายเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาให้เหมือนเดฟเป็นแฟนเพลงเหนียวแน่นของสโตนส์ และเราก็เคยเล่นเพลง บราวน์ ซูการ์ของสโตนส์ เราเล่นเพลงของ Sly & Family Stones อีกด้วย เราเล่นทุกอย่างที่ขวางหน้า เราลุยตามคลับแจมกับคนโน้นคนนี้ เพลงของสไลด์ แอนด์ แฟมิลี่ สโตนส์เราก็เคยเอามาทำเมดเล่ย์คือเพลง “Expressway to My Heart” และยังเคยอัดเพลงนี้ในสตูดิโอด้วย เราเคยดูวีดีโองานวู๊ดสต็อคช่วงที่แฟมิลี่ สโตนส์เล่น ทำเอาเดฟตื่นเต้นกระโดดเหย็ง ๆ และตะโกนว่า สักวันหนึ่งข้าต้องเล่นแบบนี้ให้ได้โว้ย
คุณมีอะไรผูกพันกับโรลลิ่ง สโตนส์หรือเปล่า ดูเหมือนเคยได้ยินคุณพูดว่า คีธ ริชาร์ดเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณ แต่ไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับคุณ?
แน่นอน – ผมรู้สึกว่าคีธทำอะไรก็ดูดีไปหมด ผมรู้สึกเบื่อที่คนฟังส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ มักจะพูดกันว่า “คุณทำเสียงอย่างอิงวี่ไม่ได้หรอกและจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ใช่มันอาจจะยิ่งใหญ่ถ้าทำได้สำหรับใครคนนั้น แต่ผมไม่นิยม ผมเป็นแฟนสโตนส์ไม่มากไปกว่าฟังเทปของพวกเขาในรถยนต์ และเพิ่งฟังจริงจังเมื่อสองปีมานี้
เพลง “Lady Luck” เหมือนลูกเล่นของ อัลเบิร์ต คิงตอนเริ่มต้น?
ใช่เลย แต่ของเจสันมันอยู่ท่อนกลาง และท่อนสุดท้ายเป็นของ รอย บุชคาแน่ แต่ทั้งหมดเป็นความคิดของเดฟที่อยากออกให้เป็นสีบลูส์และคุณเชื่อมั๊ยเพลงนี้เดฟใช้เวลาแต่งแค่ 30 นาทีและงานเก่า ๆ ของแวน ฮาเลนจะมีเพลงที่เขาแต่งใช้เวลาแบบนี้เยอะเลย มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับผมมาก เวลาอยู่นอกสตูดิโอไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไร แต่พอเข้าสตูดิโอความคิดของเขามันทะลักทลายออกมาชนิดสูบบุหรี่ยังไม่หมดมวน
คุณคิดว่าจะเล่นกับเดฟจนกระทั่งนาทีสุดท้าย?
ใช่ – ผมเล่นกับเดฟเพราะ บ๊อบ ร็อคเป็นคนมาเสนอไอเดียผมและเพราะมันเป็นเสียงของร็อคที่ผมชอบอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังต้องศึกษาต่อไปอีกให้แตกฉาน ตอนนี้ผมเกิดพุทธิไอเดียขึ้นมาว่า ผมอยากจะฝึกลูกเล่นแนวบลูส์มันจะเป็นยังไงหว่า? ถ้าใช้มันกับกีตาร์ ESP และปิคอัพ Seymour Duncan Trembuckers
เพลง “Hammerhead Shark” ลีลามันเขย่าจนน้ำแทบแตก?
ช่าย – โคตรสนุก เป็นเพลงที่สตีฟ ฮันเตอร์โชว์การสไลด์กีตาร์ที่แสบสันต์จริง ๆ ผมกับสตีฟผลัดกันโซโลจนนิ้วแทบไหม้ มันแน่ถึงขนาดตอนโซโลแม่งสูบบุหรี่เฉยเลยว่ะ เยี่ยมจริง ๆ
ตอนผลัดกันเล่นโซโล คุณนั่งข้าง ๆ หรือว่าเผชิญหน้ากันเลย
ก็ต้องเผชิญหน้าซิเว้ยถึงจะมันส์ พอสตีฟบอก –ข้าพร้อมแล้วไอ้น้อง ผมก็บอก โอเค ให้ผมลุยยังไงบอกมาเลย ผมต้องเป็นคนเล่นตามเพราะฝีมือด้อยกว่าสตีฟ
ดูเหมือนคุณยกย่องสตีฟเหลือเกิน ผมชักอยากรู้จริง ๆ ซะแล้วว่าเขาเก่งยังไง? คุณโม้แทนเขาหรือเปล่าเพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่?
ปัดธ่อโว้ย!! ผมจะโม้แทนเขาได้ยังไงวะ นี่แสดงว่าคุณก็ยังไม่ได้ฟังงานของสตีฟจริง ๆ ละซี ผมบอกให้เลยว่า ทุกอย่างที่เป็นสตีฟยอดเยี่ยมกระเทียมดองโดยไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องมาอยู่ร่วมในการสัมภาษณ์หรือว่ามานั่งเล่นให้คุณดูโว้ย แต่คุณก็พูดถูก ถ้ามาเปรียบเทียบกับฝีมือผม เพราะเพลงนั้นผมเล่นได้นิดเดียวรู้สึกมือมันด้านปล่อยให้สตีฟวาดลวดลายเต็มที่ ก็สมแล้วที่เขาเข้ามาช่วยเดฟ และก็อย่าเอามาเปรียบเทียบกับผมเด็ดขาดเพราะผมเนี่ยยังไม่ได้ครึ่งขี้เล็บเขาหรอก แต่ผมก็ทำงานร่วมกับเขาสนุกที่สุด เขายังแนะนำให้ผมใช้กีตาร์เฟนเดอร์รุ่น นิว โมเดิล ติดปิคอัพ เสียงดีมาก
ผมชอบเพลง “Tell the Truth” แต่มันคล้ายเพลง “Ladies Night in Swampland” แต่มันยังไม่เวิร์คเท่าเพลง “Hammerhead” ในความรู้สึกของผม ผมชอบเพลง “Sensible Shoes” มากกว่าเพราะมันมีหลายอารมณ์เช่นสไลด์กีตาร์และยังแถมด้วยฮาร์โมนิก้า
คุณรู้เรื่องการใช้เครื่องมือทั้งหมดยังไง? เพราะดูท่าว่าเสียงกีตาร์ที่ออกมาคุณจะปรับให้เข้ากับเครื่องมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่ติดปิคอัพ Lace, Evans, Gibson PAF?
ผมเพิ่งรู้เมื่อตอนนั้นเองแหละ ตอนที่ผมเข้ามาร่วมกับเดฟใหม่ ๆ สิ่งแรกที่ผมคิดคือจะต้องมองหากีตาร์ที่เยี่ยม ๆ วิเศษ ๆ ไว้ใช้งาน แต่เครื่องมือนี่ผมมาทดลองกับมันทีหลัง

คุณใช้กีตาร์ “Carvin” ที่คุณเป็นนายแบบโฆษณาในอัลบั้มนี้บ้างรึเปล่า?
รู้สึกจะเป็นเพลง “Last Call” นะ
แล้วกีตาร์ Peavey ล่ะ มีโอกาสใช้บ้างรึเปล่า
ตอนที่กีตาร์ Peavey ได้รางวัล Awards Issue ทางบริษัทส่งมาให้ผมทดลองดูตัวหนึ่งแต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน รู้สึกผมจะใช้เล่นเพลง “Show Time”
ถ้าขึ้นเวทีแสดงสดเมื่อไหร่คุณคงเปิดสวิทซ์โชว์เสียงกีตาร์น่าดูละซิ?
เปล่าหรอกโว้ย!! ผมลุยกับเสียงหนัก ๆ ดัง ๆ จนรู้สึกว่าพอแล้วล่ะ แต่ว่ามันก็คงขึ้นอยู่กับกีตาร์ด้วยน่ะ สมมติคุณมีกีตาร์อยู่สิบตัว มันแน่นอนอยู่แล้วที่เสียงของมันจะต้องแตกต่างกัน และยิ่งเป็นกีตาร์ที่คุณแต่งเองก็ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น ของผมมีสตรัทติดปิคอัพ Evans มันก็ให้เสียงอีกแบบหนึ่ง ถ้าติด Seymour Duncan JB มันก็ค่อนไปทางร็อค ส่วนใหญ่แล้วผมจะเรียนรู้กีตาร์เกือบทุกรุ่น ทุกยี่ห้อมาสมัยเรียนอยู่ S.I.T.
แล้วเพลง “Baby’s on Fire” เป็นยังไง?
เป็นเพลงที่ไม่ยุ่งยากในการแต่งเสียง ผมชอบเสียงร้องของเดฟในเพลงนี้มากกว่า เป็นเพลงที่สนุกสนานตั้งแต่แรกจนถึงหยดสุดท้ายผมเล่นสเกลอาหรับ ในขณะที่เดฟร้องออกสำเนียงอียิปต์ – เจ๋ง
มีส่วนผสมของ “Hey Joe” ประปราย?
ใช่—มีนิดหน่อย
มีอะไรซุกซ่อนอยู่ในท่อนโซโลรึเปล่า?
อารมณ์ของเพลงค่อนข้างจะเศร้า ผมเลยพยายามที่จะใส่ลูกโซโลให้น้อยที่สุด และให้ออกมาแบบท่วงทำนองสวยงาม ตอนที่ผมทำท่อนเมโลดี้ ผมต้องกรอเทปตั้งหลายหน เล่นซ้ำแล้วซ้ำอีก และใช้เอฟเฟ็ค Boss Octave Pedal ซึ่งช่วยให้เพลงเศร้าได้ดีทีเดียวถ้าคุณสังเกตสักนิดหนึ่งจะเห็นความแตกต่าง เพราะก่อนหน้าที่ผมจะเล่น สตีฟจะใช้เอฟเฟ็คดีเลย์ก่อนที่ผมจะโซโล เพลงนี้สตีฟกับเบรทเป็นคนกำหนดเสียงบางส่วน มีช่วงหยุดก่อนโซโล ผมใช้กีตาร์โอบาเนซ ติดปิคอัพ Seymour Duncan
เพลง “Forty Below” สำเนียงกีตาร์กัดกร่อนคล้ายเจฟฟ์ เบ็ค –ตั้งใจอย่างงั้นหรือ?
คุณได้ยินอย่างนั้นรึ แต่ผมว่ามันใกล้เคียงกับ จิมมี่ เพจ มากกว่าว่ะ แต่ท่อนโซโลผมตั้งใจที่จะเลียนแบบเจฟฟ์ เบ็คทางโครงสร้าง ผมได้ไอเดียแบบนี้ตอนที่ผมฟังโซโลอัลบั้ม Flash ของเบ็ค มันเป็นแผ่นที่เต็มไปด้วยลูกเล่นเทคนิคแพรวพราวมากเป็นแผ่นโปรดของผมด้วยแหละ พอผมเล่นเพลงนี้จบลง ผมรู้สึกเหมือนได้วิญญาณของเจฟฟ์เข้ามาอยู่ในเพลงด้วย และมีกลิ่นบลูส์พื้นฐานดั้งเดิมของเพจอยู่ในท่อนท้ายเช่นลูกไก่จิก (Chicken-picking) แต่มันเป็นไอเดียของเดฟด้วย เขาบอกผมว่า เพลงนี้มันน่าจะออกสนุกแบบหนังการ์ตูน คุณลองใส่ลูกเล่นกวน ๆ ให้ผมดูซิ และเดฟก็ลองร้องให้ฟังบางท่อน ผมได้ความรู้สึกทันทีว่ามันต้องเป็นแบบนี้ – แบบกัดกร่อนยวน ๆ หัวใจของเบ็ค และคิดว่าน่าจะใช้กีตาร์ “Carvin” ด้วย
แล้วเพลง “Sensible Shoes” เป็นไงบ้าง?
เป็นเพลงที่เดฟแต่งให้ลูกของเขา และเป็นเพลงที่มีบรรยากาศการอัดตลกขบขัน เดฟเป็นคนที่มีอารมณ์ขันฟุ่มเฟือย คุณอาจจะเห็นเขาเป็นไอ้รถถังที่ตะลุยอยู่บนเวที แต่ถึงเวลาที่เขาเล่นตลกหรือบีบอารมณ์กับเพลงแล้วล่ะก้อมันส์!! เพลงนี้เดฟโชว์การเป่าฮาร์โมนิก้าที่โหยหวน ในขณะที่ผมเล่นกีตาร์คลอด้วยเอฟเฟ็คเลสลี่และสไลด์ ซึ่งบ๊อบแนะนำให้ผมใช้
เพลงต่อมา “Last Call” ?
เพลงนี้ท่อนโซโลเกิดขึ้นอย่างบังเอิญจริง ๆ ตอนนั้นผมเห็นใครบางคนแม่งเดินส่ายอาด ๆ เข้ามาในห้องอัด พอผมหันไป เฮ้ย!! บักหำน้อยอำนวยศิลป์แองกัส ยังก์นั่นเองโว้ย มันเดินเข้ามาพร้อมด้วยโพรดิวเซอร์คู่ใจ บรู๊ซ ฟาเบรียนเพื่ออัดเสียงกีตาร์ ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรสักอย่างติดขัด ถ้าหากผมจะใส่โซโลท่อนโซโลเพลงนี้ให้จบละก้อ มันต้องไม่ใช่แบบที่ผมกำลังทำอยู่ ผมเล่นตั้งสองเทคแม่งก็ยังไม่ได้เรื่อ ง แม่งเห็นห่าอะไรก็ไม่รู้ ผมเลยบอกแองกัสว่า – นี่บักหำน้อยจากบ้านโคกนาดอน เอ็งบอกข้าทีซิว่ามันควรจะใส่ท่อนนี้ยังไง แองกัสยิ้มกวนตีนหนึ่งทีพลางบอก ปัดธ่อ มันจะไปยากหัวขวดอะไรเว้ย เอ็งก็เล่นอย่างที่ข้าเล่นนะซี่เจ๋งออก! ผมบอกโอเค
งั้นเทคที่สามนี่ข้าจะเล่นอิมโพรไวซ์แบบที่เอ็งชอบเล่น – แหม!! เด็ดขาดเลยล่ะทีนี้ – และยิ่งเป็นกีตาร์คาร์วินที่ผมถนัดมีอยู่แล้วยิ่งมันส์ไปใหญ่
แสดงว่ามีเจตนาที่จะเล่นอย่างนั้นจริง ๆ น่ะซี?
มันก็ไม่เชิงเจตนาโว้ยไอ้หนูไควเอ็ท สตอร์ม—พายุเงียบผู้ยิ่งใหญ่ ฮิฮิ มันเป็นการทดลองที่บังเอิญน่ะ เข้าใจไหม
? และก็ในส่วนของเสียงร้องที่ใส่เรียบร้อยแล้ว แต่กีตาร์ผมแม่งยังคิดไม่ออกว่าจะใส่อะไรลงไป ผมบอกตัวเองว่า อืมม์ – ทดลองความสามารถตัวเองแบบ “ปล่อย” ให้เกิดตอนนั้นมันจะเป็นยังไง แต่ตอนที่อัดเสียงเก็บไว้ ผมก็พยายามหรี่วอลลุ่มลง เพราะกลัวมันจะออกมาไม่ดี
บางส่วนคุณยอมให้เสียงในแบบ แวน ฮาเลน เข้ามาเพ่นพ่านด้วยรึเปล่า?
จุ๊ย…จุ๊ย… อย่าเอ็ดไป เดี่ยวพี่เดฟเตะก้นเอา ฮิ ฮิ เออ – ใช่ว่ะมันเป็นไปได้เพราะแวน ฮาแลนมันก็อยู่ข้าง ๆ ผมนี่เอง ก็เดฟนั่นแหละถ้าเสียงมันจะกระเดียดไปทางนั้นบ้างก็ไม่แปลกหรอก เพราะเดฟก็คือส่วนหนึ่งของแวน ฮาแลนในอดีตจริงไหม – เสี่ยวอีสานผู้ยิ่งใหญ่ในกรุงเทพฯ ฮิ ฮิ
บางเพลงมีเสียง Voice box เข้ามาปะปนดูเหมือนคุณไม่เจาะจงที่จะใช้และไม่ใช่ไอเดียของคุณ?
มันเป็นคืนเดียวกันกับที่พวกเราพร้อมจะเริ่มทำงาน ผมไม่เคยใช้ไอ้เจ้า บ๊อก ๆ แบ๊ก ๆ นั่นมาก่อนเลยว่ะ และไม่เคยคิดที่จะเข้าไปเพ่นพ่านกับมันด้วย แต่โอเคมันเป็นไอเดียของบ๊อบ แต่พอลงแล้วผมถึงได้รู้ว่าบ๊อบใช้มันตามทฤษฎีดนตรีและเป็นบุคลิกส่วนตัวของเขาที่พยายามหาอะไรแปลก ๆ มาใส่ในงาน แต่ผมซิยุ่งตายห่ะ ต้องฝึกเม้มริมผีปาก และกดจนปากเกร็งไปหมดเดฟต้องเป็นคนมาช่วยฝึกให้ห่ะ กว่าจะได้

…โดย… มฤตยู อันเดอร์กราวน์ด
Article By : The Quiet Storm 1991
— To Be Continue—